การคำนวณด้วยสูตรและฟังก์ชันพื้นฐาน (Excel)
ในโปรแกรม Microsoft Excel หัวใจสำคัญคือการจัดการข้อมูลตัวเลข ซึ่งทำได้ 2 วิธีหลัก คือการเขียน สูตร (Formula) ด้วยตัวเองและการใช้ ฟังก์ชัน (Function) สำเร็จรูป
การคำนวณด้วยสูตรและฟังก์ชันพื้นฐาน (Excel)
ในโปรแกรม Microsoft Excel หัวใจสำคัญคือการจัดการข้อมูลตัวเลข ซึ่งทำได้ 2 วิธีหลัก คือการเขียน สูตร (Formula) ด้วยตัวเองและการใช้ ฟังก์ชัน (Function) สำเร็จรูป
การสร้างสูตรคือการนำตำแหน่งของเซลล์ (Cell Reference) มาคำนวณด้วยเครื่องหมายคณิตศาสตร์ กฎเหล็กที่สำคัญที่สุดคือ: ทุกครั้งที่จะเริ่มเขียนสูตร ต้องพิมพ์เครื่องหมายเท่ากับ (=) นำหน้าเสมอ
+ (บวก)
- (ลบ)
* (คูณ)
/ (หาร)
^ (ยกกำลัง)
ตัวอย่าง: หากต้องการบวกเลขในเซลล์ A1 และ B1 ให้พิมพ์ในช่องที่ต้องการคำตอบว่า =A1+B1
Excel จะคำนวณตามหลักคณิตศาสตร์ ไม่ได้เรียงจากซ้ายไปขวาเสมอไป โดยมีลำดับดังนี้:
1. วงเล็บ ( ) >>> สำคัญที่สุด ทำก่อนเสมอ
2. เลขยกกำลัง ^
3. คูณ * และ หาร /
4. บวก + และ ลบ -
ฟังก์ชันคือ "สูตรสำเร็จรูป" ที่โปรแกรมเตรียมไว้ให้ เพื่อช่วยลดระยะเวลาในการพิมพ์สูตรยาวๆ มีรูปแบบการเขียนคือ =ชื่อฟังก์ชัน(ช่วงของเซลล์)
ฟังก์ชัน การใช้งาน ตัวอย่าง
SUM หาผลรวมของข้อมูล =SUM(A1:A10)
AVERAGE หาค่าเฉลี่ยของข้อมูล =AVERAGE(B1:B5)
MAX หาค่าที่มากที่สุดในกลุ่มข้อมูล =MAX(C1:C20)
MIN หาค่าที่น้อยที่สุดในกลุ่มข้อมูล =MIN(C1:C20)
COUNT นับจำนวนเซลล์ที่มี "ตัวเลข" =COUNT(D1:D10)
เพื่อให้การคำนวณยืดหยุ่น เราต้องเข้าใจวิธีอ้างอิงเซลล์ 2 แบบหลัก:
แบบสัมพัทธ์ (Relative Reference): เช่น A1 เมื่อเราคัดลอกสูตรลงไปข้างล่าง สูตรจะเปลี่ยนตามแถวให้อัตโนมัติ (เช่น เป็น A2, A3)
แบบสมบูรณ์ (Absolute Reference): เช่น $A$1 (ใช้เครื่องหมาย $ ล็อกตำแหน่ง) เมื่อคัดลอกสูตรไปที่อื่น ตำแหน่งเซลล์จะไม่เปลี่ยนแปลง เหมาะสำหรับการคำนวณที่ต้องอ้างอิงค่าคงที่ เช่น อัตราภาษี หรือ อัตราแลกเปลี่ยน
สำหรับผู้เริ่มต้น สามารถใช้ปุ่ม AutoSum (ผลรวมอัตโนมัติ) บนแถบเครื่องมือ Home (หน้าแรก) เพื่อให้ Excel ช่วยเลือกช่วงข้อมูลและใส่ฟังก์ชันให้โดยอัตโนมัติ
หากสูตรที่เขียนขึ้นแสดงผลลัพธ์เป็น ##### ไม่ต้องตกใจนะครับ นั่นหมายความว่าช่องเซลล์ของคุณ "แคบเกินไป" จนแสดงตัวเลขไม่หมด ให้ขยายความกว้างของคอลัมน์ออก ผลลัพธ์ก็จะปรากฏขึ้นมา